ในช่วงเวลาที่ผ่านมาราคาทองคำได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเข้าใกล้ระดับสูงสุดใหม่ โดยตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าทองคำอาจจะเริ่มเข้าสู่ตลาดกระทิงรอบใหม่ สองปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาทองคำขึ้น ได้แก่ การคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดและการเพิ่มขึ้นของวิกฤตการณ์ทางการเมือง ทองคำอาจจะได้รับประโยชน์จากปัจจัยทั้งสองนี้ในอนาคต โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ดอลลาร์อ่อนค่าและอารมณ์ความเสี่ยงของตลาดเปลี่ยนไป
1. ราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้น: การสนับสนุนจากเทคนิคและอารมณ์ของตลาด
ช่วงที่ผ่านมา ราคาทองคำได้ทะลุระดับสำคัญที่ 1,950 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และยังคงรักษาแนวโน้มการขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าแรงสนับสนุนหลักจะมาจากการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดและความไม่แน่นอนจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงในช่วงเวลาที่เกิดความผันผวน
การวิเคราะห์ทางเทคนิค:
ราคาทองคำได้แนวต้านสำคัญที่ 1,950 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และยังคงอยู่ในระดับนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังการขึ้นที่แข็งแกร่ง
RSI (ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์) อยู่ที่ 60 ขึ้นไป โดยยังไม่เข้าสู่โซนเกินซื้อลง แสดงว่า ทองคำยังมีพื้นที่ในการขึ้นต่อ
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (MA) ของทองคำอยู่ที่ 1,860 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งให้กับราคาทองคำ
อารมณ์ของตลาด:
การคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดและวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้เพิ่มความต้องการในการลงทุนทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
ข้อมูลจาก CFTC เกี่ยวกับตำแหน่งในฟิวเจอร์สทองคำ แสดงให้เห็นว่า จำนวนตำแหน่ง long (ซื้อ) ทองคำเพิ่มขึ้นถึง 25% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตลาดเริ่มมั่นใจในทองคำมากขึ้น
2. การคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดช่วยส่งเสริมราคาทองคำ
การที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังไม่ค่อยเสถียร โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ ทำให้ตลาดมีความคาดหวังว่าเฟดจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
ผลกระทบของการลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดต่อทองคำ:
หากเฟดลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ดอลลาร์สหรัฐจะสูญเสียความได้เปรียบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูง ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจขึ้น เนื่องจากทองคำไม่จ่ายดอกเบี้ย
ทองคำมักจะมีความสัมพันธ์ที่ตรงกันข้ามกับดอลลาร์ โดยเมื่อดอลลาร์อ่อนตัวลง ทองคำมักจะปรับตัวขึ้นตามไปด้วย
ข้อมูลสนับสนุน:
เครื่องมือ FedWatch ของ CME แสดงให้เห็นว่า ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ในปี 2025
ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ลดลง 3.5% ตั้งแต่ต้นปี 2024 ขณะที่ทองคำเพิ่มขึ้น 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน
3. วิกฤตการณ์ทางการเมืองกระตุ้นความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
นอกจากการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดแล้ว วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกยังเป็นแรงผลักดันให้ทองคำได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยเฉพาะการที่ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังคงดำเนินต่อไป และสถานการณ์ใน ตะวันออกกลาง ก็เพิ่มความไม่แน่นอน
ผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางการเมืองต่อทองคำ:
สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังส่งผลกระทบต่อการเพิ่มราคาพลังงานและสร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ก็อาจเพิ่มแรงกดดันให้ตลาดหันมาให้ความสนใจทองคำ
ข้อมูลสนับสนุน:
ตั้งแต่มีการเพิ่มความตึงเครียดใน สงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาทองคำพุ่งขึ้น 8% ขณะที่ ตลาดหุ้น และ ดัชนีดอลลาร์ ลดลงตามลำดับ
World Gold Council รายงานว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2024 เพิ่มขึ้น 20% โดยเฉพาะความต้องการจาก ธนาคารกลาง ที่เพิ่มขึ้น 30%
4. ตลาดทองคำรอการระเบิดของตลาดกระทิงครั้งใหม่
ขณะนี้ราคาทองคำกำลังอยู่ในช่วงที่พร้อมจะทะลุขึ้นสู่ระดับใหม่ โดยทั้งการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดและวิกฤตการณ์ทางการเมืองสามารถทำให้ตลาดทองคำเข้าสู่ช่วงตลาดกระทิงที่แข็งแกร่ง
ศักยภาพของตลาดกระทิงทองคำ:
การคาดการณ์ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยและการที่วิกฤตการณ์ทางการเมืองยังคงดำเนินอยู่ ทำให้ทองคำมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และอาจทะลุถึง 2,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
ทองคำยังคงได้รับการสนับสนุนจากการที่นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน
ข้อมูลสนับสนุน:
Goldman Sachs คาดการณ์ว่า หากเฟดลดอัตราดอกเบี้ยและวิกฤตการณ์ทางการเมืองยังคงมีอยู่นาน ราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นไปที่ 2,500 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในปี 2025
Kitco วิเคราะห์ว่า หากทองคำสามารถทะลุระดับ 2,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ได้ แนวต้านถัดไปอาจเป็น 2,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์