วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานน้ำมันดิบ WTI ประจำวันที่ 13 ตุลาคม 2026
ตลาดน้ำมันดิบเริ่มแสดงความแตกต่างระหว่างภาวะอุปทานน้ำมันดิบกับความตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิงสำเร็จรูป หลังสหรัฐฯ ประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเพื่อเปิดทางให้รัสเซียเพิ่มการส่งออกดีเซล ขณะที่การผลิตน้ำมันสำเร็จรูปในตะวันออกกลางยังไม่ฟื้นตัวตามการส่งออกน้ำมันดิบที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาด
ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ปิดตลาดวันที่ 12 ตุลาคมที่ 93.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.89 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2% จากวันก่อนหน้า ก่อนอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 93.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงเช้าวันที่ 13 ตุลาคม ขณะที่ Brent เคลื่อนไหวบริเวณ 106.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังประเมินว่าการเพิ่มปริมาณดีเซลจากรัสเซียจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของอุปทานพลังงานโลกได้มากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลว่าการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกำลังฟื้นตัว แต่กำลังการกลั่นที่ได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้เต็มที่
สำหรับ WTI ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงปริมาณน้ำมันดิบที่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่เป็นความสามารถของระบบโรงกลั่นในการเปลี่ยนน้ำมันดิบให้กลายเป็นน้ำมันดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงประเภทอื่นที่ผู้บริโภคต้องการจริง ความแตกต่างระหว่างอุปทานทั้งสองส่วนนี้กำลังมีบทบาทต่อทิศทางราคาน้ำมันมากขึ้น
น้ำมันดิบตะวันออกกลางฟื้นตัว แต่การผลิตเชื้อเพลิงยังตามไม่ทัน
ข้อมูลการขนส่งจาก Kpler ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม แสดงให้เห็นว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจากตะวันออกกลาง ซึ่งไม่รวมอิหร่าน เฉลี่ยอยู่ที่ 18.11 ล้านตันต่อสัปดาห์ในเดือนกันยายน เทียบกับประมาณ 18.22 ล้านตันต่อสัปดาห์ในช่วงแปดสัปดาห์ก่อนความขัดแย้งกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากภูมิภาคได้ฟื้นตัวขึ้นจนใกล้ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่สถานการณ์ในตลาดเชื้อเพลิงสำเร็จรูปกลับแตกต่างออกไปอย่างมาก เนื่องจากปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันจากตะวันออกกลางยังต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของระดับก่อนเกิดสงคราม
สาเหตุสำคัญมาจากความเสียหายของโรงกลั่นในภูมิภาค โดยมีรายงานว่าโรงกลั่นประมาณ 20 แห่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น ทำให้กำลังการกลั่นมากกว่า 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวันหยุดดำเนินงาน
ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญต่อการประเมินสมดุลน้ำมันโลก เพราะน้ำมันดิบที่ผลิตและส่งออกได้เพิ่มขึ้นไม่จำเป็นต้องทำให้ปริมาณดีเซลหรือเบนซินในตลาดเพิ่มขึ้นตามทันที หากกำลังการกลั่นยังเป็นข้อจำกัดหลัก
ในสถานการณ์ปกติ ประเทศผู้ผลิตน้ำมันสามารถส่งออกได้ทั้งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่เมื่อโรงกลั่นได้รับความเสียหาย ผู้ผลิตบางส่วนจำเป็นต้องส่งออกน้ำมันดิบแทนการนำไปกลั่นภายในประเทศ ส่งผลให้ภาระในการผลิตเชื้อเพลิงถูกถ่ายโอนไปยังโรงกลั่นในภูมิภาคอื่น
สำหรับตลาดน้ำมัน นี่เป็นการเปลี่ยนตำแหน่งของข้อจำกัดด้านอุปทาน จากเดิมที่ปัญหาหลักอยู่ที่การจัดหาน้ำมันดิบ ไปสู่ปัญหาว่ามีโรงกลั่นใดสามารถรับน้ำมันดิบและผลิตเชื้อเพลิงได้เพียงพอ
ผลกระทบต่อ WTI จึงไม่ได้มีทิศทางเดียวอย่างแน่นอน การฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันดิบตะวันออกกลางสามารถเพิ่มการแข่งขันกับน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ในตลาดส่งออก แต่หากโรงกลั่นในเอเชียเพิ่มอัตราการเดินเครื่องเพื่อชดเชยการขาดแคลนผลิตภัณฑ์น้ำมัน ความต้องการซื้อน้ำมันดิบโดยรวมก็อาจได้รับแรงสนับสนุนพร้อมกัน
ปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางราคาคือความเร็วในการฟื้นตัวของการกลั่นเทียบกับการฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันดิบ ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของปริมาณส่งออกเพียงอย่างเดียว
ข้อตกลงดีเซลรัสเซียช่วยบรรเทาตลาด แต่ยังไม่แก้ปัญหาโครงสร้าง
การประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับการเปิดทางให้รัสเซียเพิ่มการส่งออกดีเซล เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวในการซื้อขายช่วงเช้าวันอังคาร
ภายใต้ข้อตกลงที่ประกาศ รัสเซียจะเพิ่มการส่งออกดีเซลสู่ตลาดโลก โดยมีการกล่าวถึงปริมาณเริ่มต้นมากกว่า 300,000 เมตริกตัน พร้อมแผนจัดส่งเพิ่มเติมในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดบางส่วนเกี่ยวกับเชื้อเพลิงรัสเซียเป็นการชั่วคราว
การประกาศดังกล่าวส่งผลต่อตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันโดยตรง โดยสัญญา ICE Gasoil ซึ่งใช้เป็นหนึ่งในราคาอ้างอิงสำคัญของตลาดดีเซล ปรับลดลง 2.3% ในวันที่ 12 ตุลาคมมาอยู่ที่ประมาณ 1,449 ดอลลาร์ต่อตัน หลังตลาดเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่ดีเซลจากรัสเซียจะเข้าสู่ระบบมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปริมาณดีเซลที่ประกาศว่าจะส่งออกกับปริมาณสินค้าที่สามารถส่งมอบได้จริงยังไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
โรงกลั่นรัสเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความสามารถในการผลิตและส่งออกเชื้อเพลิงมีข้อจำกัด นอกจากนี้ การเพิ่มการส่งออกยังขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าคงคลัง เส้นทางขนส่ง ความพร้อมของท่าเรือ และความสามารถในการรักษาอุปทานภายในประเทศ
รัสเซียยังต้องบริหารสมดุลระหว่างการส่งออกกับความต้องการเชื้อเพลิงภายในประเทศของตนเอง การผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้าจึงไม่ได้สร้างกำลังการกลั่นใหม่ขึ้นมาทันที และไม่สามารถรับประกันได้ว่าปริมาณดีเซลที่เข้าสู่ตลาดจะเพิ่มขึ้นตามตัวเลขที่ประกาศครบทั้งหมด
ความแตกต่างระหว่างการเพิ่มสินค้าคงคลังที่พร้อมส่งออกกับการเพิ่มกำลังผลิตใหม่เป็นเรื่องสำคัญ หากรัสเซียส่งออกดีเซลจากคลังที่มีอยู่ ผลกระทบในระยะแรกจะช่วยบรรเทาอุปทานเชื้อเพลิงได้ แต่ความต่อเนื่องของการส่งออกยังต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตทดแทนสินค้าเหล่านั้น
สำหรับ WTI การเพิ่มปริมาณดีเซลสำเร็จรูปอาจลดความจำเป็นในการเร่งผลิตดีเซลของโรงกลั่นบางแห่ง และช่วยลดแรงสนับสนุนที่เกิดจากค่าการกลั่นสูง แต่ผลกระทบต่อความต้องการน้ำมันดิบจะขึ้นอยู่กับว่าการเพิ่มดีเซลครั้งนี้เป็นอุปทานเพิ่มเติมจริงหรือเพียงการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ
หากเป็นเพียงการนำเชื้อเพลิงที่เดิมจะถูกส่งไปยังตลาดหนึ่งมาเปลี่ยนปลายทาง ตลาดโลกอาจไม่ได้รับอุปทานสุทธิเพิ่มขึ้นมากเท่ากับปริมาณการค้าที่ย้ายเส้นทาง
สต็อกดีเซลสหรัฐฯ ยังสะท้อนภาวะอุปทานตึงตัว
ข้อมูลล่าสุดจาก Energy Information Administration (EIA) สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 ตุลาคม ระบุว่าสต็อก Distillate Fuel Oil ของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 105.1 ล้านบาร์เรล ลดลงจากระดับปีก่อนประมาณ 16.4 ล้านบาร์เรล
Distillate Fuel Oil เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่รวมดีเซลและน้ำมันทำความร้อนบางประเภท จึงไม่ควรตีความตัวเลขดังกล่าวว่าเป็นสต็อกดีเซลสำหรับการขนส่งทั้งหมดโดยตรง แต่ข้อมูลนี้ยังสามารถใช้ประเมินภาวะอุปทานของผลิตภัณฑ์กลั่นระดับกลางได้
ในสัปดาห์เดียวกัน การผลิต Distillate ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.29 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ปริมาณ Product Supplied อยู่ที่ประมาณ 3.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนราว 299,000 บาร์เรลต่อวัน
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตลาดภายในประเทศไม่ได้เผชิญความต้องการที่เร่งตัวขึ้นทุกด้านในระยะสั้น แต่ระดับสินค้าคงคลังที่ต่ำกว่าปีก่อนยังทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นจำกัดเมื่อเกิดความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเกิดการหยุดผลิตเพิ่มเติม
อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือสหรัฐฯ เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันรายสำคัญ ปริมาณการผลิตดีเซลที่สูงกว่าความต้องการภายในประเทศในสัปดาห์ใดสัปดาห์หนึ่งจึงไม่ได้หมายความว่าจะมีส่วนเกินทั้งหมดเข้าสู่คลังสินค้า เพราะยังมีการส่งออกและการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ในระบบการค้าระหว่างประเทศ
หากการเพิ่มดีเซลจากรัสเซียช่วยลดความจำเป็นในการนำเข้าเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่น ผู้ซื้อในต่างประเทศอาจมีทางเลือกมากขึ้น และแรงกดดันที่ทำให้โรงกลั่นต้องแข่งขันกันผลิตดีเซลอาจเริ่มลดลง
แต่ในขณะที่ระดับสต็อกยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานเพียงครั้งเดียวอาจช่วยลดความตึงตัวของตลาดได้เพียงชั่วคราว โดยเฉพาะหากการขนส่งจากตะวันออกกลางยังเผชิญความเสี่ยงสูง
ข้อมูล EIA ล่าสุดจึงสนับสนุนข้อสรุปว่าตลาด Distillate ยังมีข้อจำกัดด้านสินค้าคงคลัง แม้กำลังผลิตรายสัปดาห์จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาเมื่อประเมินผลกระทบจากข้อตกลงดีเซลรัสเซียต่อ WTI
ค่าการกลั่นเป็นตัวแปรสำคัญต่อความต้องการน้ำมันดิบ
ในช่วงที่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปขาดแคลน ราคาดีเซลและน้ำมันเบนซินสามารถเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาน้ำมันดิบ ทำให้ส่วนต่างระหว่างมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่โรงกลั่นขายได้กับต้นทุนน้ำมันดิบขยายตัว
ส่วนต่างนี้เรียกว่า Refining Margin หรือค่าการกลั่น ซึ่งสามารถประเมินผ่านตัวชี้วัดอย่าง Crack Spread ได้ แม้ค่าการกลั่นจริงของแต่ละโรงงานจะขึ้นอยู่กับชนิดน้ำมันดิบ อัตราการผลิตผลิตภัณฑ์ ต้นทุนพลังงาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้วย
เมื่อค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง โรงกลั่นที่ยังสามารถดำเนินงานได้ตามปกติมักมีแรงจูงใจเพิ่มอัตราการเดินเครื่อง เพราะการเปลี่ยนน้ำมันดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปให้ผลตอบแทนมากขึ้น
แรงจูงใจดังกล่าวสามารถสนับสนุนความต้องการซื้อน้ำมันดิบ แม้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากประเทศผู้ผลิตจะเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม
สถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้กลไกนี้เด่นชัดมากขึ้น เพราะกำลังการกลั่นบางส่วนยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟู ขณะที่โรงกลั่นในเอเชียมีโอกาสรับน้ำมันดิบที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาดและเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยอุปทานที่หายไป
ในทางตรงกันข้าม หากการส่งออกดีเซลรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนราคาดีเซลปรับลดลงเร็วกว่าราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่นดีเซลอาจเริ่มแคบลง และลดแรงจูงใจในการเพิ่มกำลังการกลั่นบางส่วน
อย่างไรก็ตาม การลดลงของ Crack Spread ไม่ได้หมายความว่าโรงกลั่นจะลดการซื้อน้ำมันดิบในทันที เพราะการตัดสินใจเดินเครื่องยังขึ้นอยู่กับค่าการกลั่นของผลิตภัณฑ์อื่น รวมถึงข้อผูกพันด้านการจัดหาและส่งมอบสินค้า
ดังนั้น การติดตามราคาดีเซลเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอสำหรับการประเมินทิศทาง WTI แต่ควรพิจารณาค่าการกลั่นควบคู่กับอัตราการใช้กำลังการกลั่นและการเปลี่ยนแปลงของสต็อกผลิตภัณฑ์น้ำมัน
ความเสี่ยงการขนส่งยังจำกัดผลบวกจากอุปทานที่ฟื้นตัว
อีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดน้ำมันยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างเต็มที่คือความเสี่ยงด้านการขนส่งผ่านตะวันออกกลาง แม้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบในเดือนกันยายนจะฟื้นตัวขึ้นมากแล้วก็ตาม
การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ช่องแคบฮอร์มุซในช่วงที่ผ่านมา และเหตุการณ์โจมตีในซาอุดีอาระเบียเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ทำให้ตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเส้นทางขนส่ง รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อท่อส่งและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
ต้นทุนขนส่งและประกันภัยที่สูงขึ้นมีผลต่อราคาน้ำมันที่ผู้ซื้อปลายทางต้องจ่าย แม้ราคาน้ำมันดิบ ณ จุดผลิตจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
สำหรับผู้ซื้อในเอเชีย ปริมาณน้ำมันดิบที่มีขายมากขึ้นจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดหา แต่หากต้องเสียค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสูง ความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการฟื้นตัวของอุปทานก็อาจลดลง
ผลกระทบดังกล่าวยังทำให้ตลาดน้ำมันดิบแต่ละภูมิภาคตอบสนองแตกต่างกันได้ เนื่องจากต้นทุนในการขนส่งน้ำมันจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกตลาดหนึ่งเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันของน้ำมันแต่ละชนิด
ในกรณีของ WTI ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักของน้ำมันดิบสหรัฐฯ การฟื้นตัวของอุปทานตะวันออกกลางอาจเพิ่มการแข่งขันต่อการส่งออกน้ำมันอเมริกัน โดยเฉพาะหากต้นทุนการขนส่งจากสหรัฐฯ ไปยังตลาดผู้ซื้อสูงกว่าน้ำมันจากภูมิภาคที่อยู่ใกล้กว่า
แต่หากการโจมตีและความเสี่ยงการเดินเรือทำให้ผู้ซื้อจำเป็นต้องกระจายแหล่งนำเข้า น้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ก็อาจยังได้รับความต้องการในฐานะทางเลือกสำหรับการจัดหาที่ไม่ต้องผ่านเส้นทางเสี่ยงเดียวกัน
จึงไม่ควรสรุปว่าการฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันตะวันออกกลางจะกดดัน WTI ในทุกสถานการณ์ เพราะผลกระทบยังขึ้นอยู่กับต้นทุนการขนส่ง ความแตกต่างของคุณภาพน้ำมันดิบ และความเสี่ยงของเส้นทางการค้าแต่ละแห่ง
อุปสงค์ที่ชะลอตัวเริ่มเป็นข้อจำกัดต่อราคาน้ำมัน
แม้ตลาดกำลังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านอุปทานเป็นหลัก แต่การประเมินทิศทาง WTI จำเป็นต้องคำนึงถึงแนวโน้มการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันด้วย
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม Haitham Al Ghais เลขาธิการ OPEC ระบุว่าองค์กรได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2026 เหลือประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวัน จากประมาณการ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยประเมินไว้ในช่วงต้นปี
การปรับลดถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันสะท้อนว่าความต้องการใช้น้ำมันโลกเติบโตช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้อย่างมาก แม้ OPEC ยังมองว่าความต้องการที่ถูกเลื่อนออกไปบางส่วนอาจกลับมาฟื้นตัวในปี 2027
ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการประเมินผลกระทบจากการเพิ่มอุปทานน้ำมันดิบ เพราะการฟื้นตัวของการส่งออกจากตะวันออกกลางจะมีผลต่อสมดุลตลาดแตกต่างกันไปตามอัตราการเติบโตของความต้องการจริง
หากความต้องการใช้น้ำมันเติบโตช้าขณะที่น้ำมันดิบกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ความตึงตัวด้านอุปทานอาจผ่อนคลายลง แม้โรงกลั่นบางส่วนยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้เต็มที่
แต่หากการฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันดิบทำให้โรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอย่างรวดเร็ว ปริมาณน้ำมันดิบที่ถูกใช้ในการกลั่นก็อาจเพิ่มขึ้นพร้อมกันและช่วยรองรับอุปทานใหม่บางส่วน
การปรับลดประมาณการอุปสงค์ของ OPEC จึงเป็นปัจจัยที่จำกัดโอกาสการปรับขึ้นของ WTI ในระยะถัดไป แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าตลาดน้ำมันโลกมีอุปทานส่วนเกินในปัจจุบัน เพราะสมดุลตลาดยังต้องพิจารณาจากระดับการผลิต การบริโภค และการเปลี่ยนแปลงสินค้าคงคลังร่วมกัน
แนวโน้มพื้นฐาน WTI สำหรับวันที่ 13 ตุลาคม
ในระยะสั้น ตลาด WTI กำลังอยู่ระหว่างการปรับความคาดหวังต่ออุปทานเชื้อเพลิงหลังข้อตกลงดีเซลรัสเซีย ขณะที่ความเสี่ยงด้านการขนส่งจากตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย
การลดลงของราคาในช่วงเช้าวันอังคารมีความสอดคล้องกับแรงกดดันจากความคาดหวังว่าตลาดดีเซลอาจได้รับอุปทานเพิ่มเติม แต่การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 2% ในวันจันทร์ จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าภาพพื้นฐานด้านอุปทานได้เปลี่ยนเป็นภาวะผ่อนคลายแล้ว
สำหรับการประเมินระยะถัดไป ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยสามส่วนที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ปริมาณดีเซลรัสเซียที่ส่งมอบได้จริง การฟื้นตัวของกำลังการกลั่นในตะวันออกกลาง และการเปลี่ยนแปลงของค่าการกลั่นดีเซลในตลาดโลก
หากรัสเซียเพิ่มปริมาณส่งออกได้ตามที่ประกาศ ขณะที่อัตราการเดินเครื่องของโรงกลั่นในเอเชียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และความเสี่ยงด้านการขนส่งลดลง ตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันมีโอกาสผ่อนคลายจากฝั่งอุปทานมากขึ้น ในสถานการณ์ดังกล่าว ค่าการกลั่นที่ลดลงพร้อมกับการฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันดิบอาจทำให้ WTI เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม
แต่หากการส่งออกดีเซลรัสเซียเพิ่มขึ้นได้เพียงจำกัด ขณะที่กำลังการกลั่นตะวันออกกลางยังไม่ฟื้นตัวและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังมีความเสี่ยง ความตึงตัวในตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันอาจยืดเยื้อต่อไป ทำให้โรงกลั่นในภูมิภาคอื่นยังมีแรงจูงใจในการจัดหาน้ำมันดิบเพื่อเพิ่มการผลิต
ข้อมูลที่จะช่วยประเมินทิศทางดังกล่าวเพิ่มเติมคือรายงาน Oil Market Report ของ IEA ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่วันที่ 14 ตุลาคม และรายงาน Weekly Petroleum Status Report ของ EIA ที่มีกำหนดเผยแพร่วันที่ 15 ตุลาคมตามเวลาสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขสต็อก Distillate การผลิตน้ำมันสำเร็จรูป และอัตราการใช้กำลังการกลั่น
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยตรวจสอบว่าการเพิ่มขึ้นของอุปทานเชื้อเพลิงกำลังส่งผลต่อระดับสินค้าคงคลังและกิจกรรมโรงกลั่นจริงหรือยังเป็นเพียงความคาดหวังที่สะท้อนอยู่ในราคาซื้อขายล่วงหน้า
บทสรุป
การอ่อนตัวของ WTI ในวันที่ 13 ตุลาคม 2026 สะท้อนว่าตลาดเริ่มประเมินผลของการเพิ่มอุปทานดีเซลรัสเซีย แต่ปัจจัยดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าความตึงตัวของตลาดน้ำมันกำลังสิ้นสุดลง
การส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ฟื้นตัวใกล้ระดับก่อนเกิดสงครามเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่ออุปทาน แต่กำลังการกลั่นที่ได้รับความเสียหายยังทำให้การผลิตและส่งออกเชื้อเพลิงสำเร็จรูปฟื้นตัวช้ากว่าอย่างมาก ขณะที่สต็อก Distillate ของสหรัฐฯ ยังต่ำกว่าระดับปีก่อน
มุมมองพื้นฐานของ WTI ระยะสั้นจึงยังสะท้อนภาวะอุปทานที่ตึงตัว แต่แรงสนับสนุนต่อราคามีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดกำลังเปลี่ยนจากการขาดแคลนน้ำมันดิบไปสู่การขาดแคลนกำลังการกลั่นและผลิตภัณฑ์น้ำมันบางประเภท
หากอุปทานดีเซลใหม่เข้าสู่ตลาดได้จริงพร้อมกับการฟื้นตัวของโรงกลั่น ความตึงตัวดังกล่าวอาจค่อย ๆ ลดลง และทำให้แรงสนับสนุนราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวตามไปด้วย แต่ตราบใดที่การผลิตเชื้อเพลิงและการขนส่งยังเผชิญข้อจำกัด การฟื้นตัวของปริมาณน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่สามารถรับประกันว่าตลาดพลังงานจะกลับสู่สมดุลได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับ WTI การเปลี่ยนแปลงของค่าการกลั่นและความต้องการซื้อน้ำมันดิบจากโรงกลั่นจะเป็นตัวแปรที่ควรติดตามมากขึ้นในช่วงถัดไป เพราะจะช่วยบ่งชี้ว่าความตึงตัวของตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันกำลังสนับสนุนความต้องการน้ำมันดิบต่อเนื่อง หรือเริ่มคลี่คลายจนลดแรงผลักดันด้านราคาแล้ว
หมายเหตุ: บทวิเคราะห์นี้จัดทำในวันที่ 13 ตุลาคม 2026 โดยอ้างอิงราคาปิดวันที่ 12 ตุลาคมและข้อมูลตลาดช่วงเช้าวันที่ 13 ตุลาคมตามเวลาประเทศไทย ข้อมูลอุปสงค์และอุปทานบางส่วนเป็นประมาณการหรือข้อมูลล่าสุดที่มีการเผยแพร่ก่อนวันวิเคราะห์ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลตลาด ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน