16/10/2026 • โดย: อนุวัฒน์ วงศ์ชัย

S&P 500 16 ต.ค. 2026 ดีดจาก 7,670 แต่ยังไม่ยืนยันกลับตัว

บทวิเคราะห์ทางเทคนิคประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2026

S&P 500 แสดงแรงฟื้นตัวอย่างชัดเจนในการซื้อขายวันที่ 15 ตุลาคม หลังจากเปิดตลาดต่ำกว่ากรอบราคาของวันก่อนหน้าและปรับลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 7,669.66 จุด ก่อนมีแรงซื้อกลับเข้ามาจนดัชนีปิดที่ 7,744.06 จุด เพิ่มขึ้น 25.12 จุด หรือ 0.33%

การฟื้นตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากดัชนีปรับลงแรงถึง 1.11% ในวันที่ 14 ตุลาคม และเป็นการกลับขึ้นมาปิดเหนือระดับ 7,700 จุดได้สำเร็จ แม้ระหว่างวันจะมีแรงขายกดดันให้ราคาหลุดแนวรับสำคัญหลายระดับก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นไม่ได้หมายความว่าแรงขายก่อนหน้านี้ถูกลบล้างทั้งหมด เมื่อพิจารณาโครงสร้างแท่งเทียนรายวัน จะพบว่าราคาปิดล่าสุดยังอยู่ต่ำกว่าจุดกึ่งกลางของแท่งเทียนขาลงวันที่ 14 ตุลาคมเล็กน้อย ขณะที่ดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นทั้ง 5 วันและ 10 วัน

ประเด็นสำคัญสำหรับวันที่ 16 ตุลาคมจึงอยู่ที่ความสามารถของ S&P 500 ในการเปลี่ยนการดีดตัวจากจุดต่ำสุดให้กลายเป็นการฟื้นตัวที่มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกลับขึ้นไปยืนเหนือบริเวณ 7,747–7,789 จุด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ตรวจสอบได้ว่าแรงซื้อมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะลดผลกระทบจากการปรับลงในช่วงสองวันที่ผ่านมาหรือไม่

การเปิดต่ำกว่ากรอบเดิมก่อนฟื้นตัวสะท้อนแรงซื้อที่กลับเข้ามา

การซื้อขายวันที่ 15 ตุลาคมเริ่มต้นด้วยแรงกดดันค่อนข้างมาก โดยดัชนีเปิดที่ 7,687.31 จุด ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของวันที่ 14 ตุลาคมซึ่งอยู่ที่ 7,693.31 จุด ทำให้เกิดช่องว่างราคาลงเมื่อเทียบกับกรอบของวันก่อนหน้า

หลังเปิดตลาด S&P 500 ปรับลงต่อถึง 7,669.66 จุด แต่แรงขายไม่สามารถรักษาการเคลื่อนไหวบริเวณต่ำสุดได้ ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 7,754.15 จุด และปิดใกล้บริเวณด้านบนของกรอบวัน

แท่งเทียนรายวันมีช่วงราคากว้าง 84.49 จุด และมีลำตัวขาขึ้นประมาณ 56.75 จุด ขณะที่ไส้เทียนด้านล่างยาว 17.65 จุด ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแรงซื้อสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้มากขึ้นหลังจากการลดลงช่วงเปิดตลาด

การฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดถึงราคาปิดมีขนาดประมาณ 74.40 จุด ถือเป็นการตอบสนองที่มีน้ำหนักเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงการเคลื่อนไหวของวันก่อนหน้า แต่ยังต้องแยกระหว่างการซื้อกลับหลังราคาลดลงแรงกับการเริ่มต้นแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่

ในเชิง Price Action วันที่ 15 ตุลาคมยังคงสร้างจุดต่ำสุดที่ต่ำกว่าวันก่อนหน้า แม้ราคาจะฟื้นตัวขึ้นมาปิดบวกก็ตาม ซึ่งหมายความว่าโครงสร้างการปรับลงยังไม่ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์

หากการซื้อขายวันศุกร์สามารถรักษาจุดต่ำสุดเหนือบริเวณ 7,669 จุดและสร้างราคาปิดที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จะเพิ่มน้ำหนักให้กับความเป็นไปได้ว่าตลาดกำลังสร้างฐานระยะสั้น แต่หากราคากลับลงมาทำจุดต่ำสุดใหม่ แรงฟื้นตัววันที่ 15 ตุลาคมอาจกลายเป็นเพียงการดีดตัวชั่วคราวภายในช่วงปรับฐาน

แท่งเทียนเกือบเข้าเงื่อนไข Piercing Line แต่ยังไม่สมบูรณ์

การวิเคราะห์รูปแบบแท่งเทียนสองวันที่ผ่านมาให้รายละเอียดที่น่าสนใจ เนื่องจากวันที่ 14 ตุลาคมเกิดแท่งเทียนขาลงขนาดใหญ่ โดยมีราคาเปิดที่ 7,774.18 จุด และราคาปิดที่ 7,718.94 จุด

จุดกึ่งกลางของลำตัวแท่งเทียนดังกล่าวคำนวณได้ที่ 7,746.56 จุด ซึ่งมีความสำคัญต่อการพิจารณารูปแบบ Piercing Line

ตามหลักการวิเคราะห์แท่งเทียน Piercing Line เป็นรูปแบบกลับตัวขาขึ้นที่ประกอบด้วยแท่งเทียนขาลง ตามด้วยแท่งเทียนขาขึ้นซึ่งเปิดต่ำกว่าช่วงราคาก่อนหน้า และสามารถปิดกลับขึ้นไปเหนือจุดกึ่งกลางลำตัวของแท่งเทียนขาลงได้

การเคลื่อนไหววันที่ 15 ตุลาคมเข้าเงื่อนไขหลายส่วน เนื่องจากราคาเปิดต่ำกว่าจุดต่ำสุดของวันที่ 14 ตุลาคม และเกิดแท่งเทียนขาขึ้นที่ฟื้นตัวกลับมาอยู่เหนือราคาปิดวันก่อนหน้า

แต่ราคาปิดที่ 7,744.06 จุดยังต่ำกว่าจุดกึ่งกลางลำตัวแท่งเทียนก่อนหน้าประมาณ 2.50 จุด จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขของ Piercing Line อย่างสมบูรณ์ตามเกณฑ์ดังกล่าว

ความแตกต่างเพียงไม่กี่จุดไม่ได้ทำให้แรงซื้อที่เกิดขึ้นหมดความสำคัญ แต่เป็นเหตุผลที่ยังไม่ควรใช้ชื่อรูปแบบแท่งเทียนนี้เพื่อยืนยันการกลับตัวโดยตรง

ในทางปฏิบัติ การผ่าน 7,746.56 จุดเพียงระหว่างวันยังมีน้ำหนักน้อยกว่าการปิดเหนือบริเวณดังกล่าวอย่างมั่นคง ขณะที่จุดสูงสุดล่าสุดที่ 7,754.15 จุดเป็นระดับถัดไปที่สามารถใช้ประเมินความต่อเนื่องของแรงซื้อได้

หาก S&P 500 กลับขึ้นไปปิดเหนือ 7,754 จุดในวันที่ 16 ตุลาคม จะช่วยยืนยันว่าแรงซื้อสามารถขยายการฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากแท่งเทียนล่าสุด แม้จะไม่ทำให้รูปแบบ Piercing Line ของสองวันก่อนหน้านั้นเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ย้อนหลัง

SMA20 ยังรองรับราคา แต่ SMA5 และ SMA10 กลายเป็นแนวต้าน

การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งราคาเมื่อเทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช่วยอธิบายว่าทำไมการฟื้นตัวล่าสุดจึงยังต้องได้รับการยืนยันเพิ่มเติม

จากข้อมูลราคาปิดจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่ายมีระดับดังนี้

  • SMA5 อยู่ที่ประมาณ 7,777.45 จุด

  • SMA10 อยู่ที่ประมาณ 7,777.00 จุด

  • SMA20 อยู่ที่ประมาณ 7,738.79 จุด

แม้ดัชนีจะสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาปิดเหนือ SMA20 ได้ แต่ส่วนต่างระหว่างราคาปิดกับเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวเหลือเพียงประมาณ 5.27 จุด ซึ่งถือว่าค่อนข้างแคบเมื่อเปรียบเทียบกับความผันผวนของตลาดในช่วงล่าสุด

ขณะเดียวกัน SMA5 และ SMA10 อยู่ใกล้กันมากบริเวณ 7,777 จุด และสูงกว่าราคาปิดล่าสุดประมาณ 33 จุด ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นแนวต้านทางเทคนิคที่ต้องผ่านให้ได้หากต้องการฟื้นโครงสร้างระยะสั้น

การที่ SMA5 และ SMA10 อยู่ใกล้กันไม่ได้หมายความว่าตลาดกำลังเกิดสัญญาณซื้อหรือขายจากการตัดกันของค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจน เพราะส่วนต่างระหว่างเส้นทั้งสองมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวปกติของดัชนี

แต่ตำแหน่งของราคาที่อยู่ต่ำกว่าเส้นทั้งสองสะท้อนว่าแรงฟื้นตัวล่าสุดยังไม่สามารถเรียกคืนระดับราคาเฉลี่ยของช่วงสั้นได้อย่างเต็มที่

หากดัชนีสามารถผ่านบริเวณ 7,777 จุดและรักษาระดับเหนือ SMA5 และ SMA10 ได้ จะช่วยลดแรงกดดันต่อโครงสร้างระยะสั้น และทำให้การฟื้นตัวมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม หากราคาถูกขายกลับลงมาและไม่สามารถรักษา SMA20 ที่ประมาณ 7,739 จุดได้ การปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวเพียงวันเดียวจะยังไม่สามารถใช้ยืนยันว่าแนวรับได้รับการป้องกันสำเร็จแล้ว

RSI ฟื้นตัว แต่ความผันผวนยังสูงกว่าระดับปกติ

การคำนวณ Relative Strength Index ระยะเวลา 14 วันด้วยวิธี Wilder แสดงให้เห็นว่า RSI เพิ่มขึ้นจากประมาณ 53.0 ในวันที่ 14 ตุลาคม มาอยู่ที่ประมาณ 55.3 ในวันที่ 15 ตุลาคม

การฟื้นตัวของ RSI สอดคล้องกับแรงซื้อที่เกิดขึ้นระหว่างวัน และการที่อินดิเคเตอร์ยังอยู่เหนือระดับกึ่งกลาง 50 แสดงว่าโมเมนตัมในช่วงเวลาที่ใช้คำนวณยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นลบอย่างเด่นชัด

อย่างไรก็ตาม RSI ยังคงต่ำกว่าระดับประมาณ 63 ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 9–13 ตุลาคม สะท้อนว่าโมเมนตัมล่าสุดยังไม่กลับไปแข็งแกร่งเท่ากับช่วงที่ดัชนีเคลื่อนไหวใกล้ 7,820 จุด

สิ่งที่ควรติดตามจึงไม่ใช่เพียงการที่ RSI อยู่เหนือ 50 แต่เป็นความสามารถในการปรับขึ้นต่อพร้อมกับราคาที่กลับไปสร้างจุดสูงสุดสูงขึ้น หากราคาฟื้นตัวแต่ RSI ไม่สามารถยกระดับตามได้ จะต้องประเมินความแข็งแกร่งของแรงซื้อเพิ่มเติม

ในด้านความผันผวน ค่า Average True Range ระยะเวลา 14 วัน หรือ ATR(14) อยู่ประมาณ 68 จุด ขณะที่ช่วงราคาวันที่ 15 ตุลาคมกว้าง 84.49 จุด และสูงกว่าค่า ATR ดังกล่าว

ลักษณะนี้สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในช่วงที่การเคลื่อนไหวระหว่างวันรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยความผันผวนย้อนหลัง ไม่ควรนำการปรับขึ้นเพียง 0.33% ของราคาปิดมาใช้สรุปว่าตลาดกลับเข้าสู่ภาวะสงบแล้ว

ความผันผวนที่ยังสูงยังเพิ่มความเสี่ยงของการทะลุผ่านแนวรับหรือแนวต้านเพียงชั่วคราว โดยเฉพาะหากราคาขึ้นไปทดสอบ 7,777 จุดแล้วถูกขายกลับลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น การใช้ราคาปิดประกอบกับการประเมินโครงสร้างแท่งเทียนจึงมีความสำคัญมากกว่าการตอบสนองต่อการทะลุระดับราคาเพียงช่วงสั้น ๆ

Market Breadth ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว แต่ยังมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มหุ้น

นอกจากโครงสร้างราคาแล้ว ข้อมูล Market Breadth ของวันที่ 15 ตุลาคมยังให้สัญญาณที่ค่อนข้างเป็นบวก โดยจำนวนหุ้น S&P 500 ที่ปรับขึ้นมีมากกว่าหุ้นที่ลดลงประมาณ 3.1 เท่า และ 8 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมสามารถปิดบวกได้

การที่แรงซื้อกระจายไปยังหุ้นสมาชิกจำนวนมากมีความสำคัญ เพราะช่วยแสดงว่าการฟื้นตัวของดัชนีไม่ได้เกิดจากหุ้นที่มีน้ำหนักสูงเพียงไม่กี่บริษัท

อย่างไรก็ตาม แรงซื้อดังกล่าวยังมีความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรม โดย Healthcare ปรับขึ้น 1.84% และ Materials เพิ่มขึ้น 1.71% ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์บางส่วนยังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง

ความแตกต่างนี้ทำให้ภาพของ Market Breadth ดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถสรุปว่ากลุ่มหุ้นที่เคยเป็นผู้นำการปรับขึ้นได้กลับมาฟื้นตัวพร้อมกันทั้งหมด

อีกข้อมูลหนึ่งคือปริมาณการซื้อขายรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20.7 พันล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันก่อนหน้าที่ประมาณ 17.6 พันล้านหุ้น สะท้อนว่าการซื้อขายวันดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกิจกรรมตลาดที่ค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นปริมาณซื้อขายรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ใช่ปริมาณซื้อขายเฉพาะดัชนี S&P 500 จึงควรใช้เป็นข้อมูลประกอบเกี่ยวกับกิจกรรมตลาดโดยรวม ไม่ใช่หลักฐานยืนยันแรงซื้อในดัชนีโดยตรง

เมื่อพิจารณาร่วมกัน Market Breadth ที่เป็นบวกและการฟื้นตัวของราคาใกล้จุดสูงสุดระหว่างวันเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแรงซื้อวันที่ 15 ตุลาคม แต่การยืนยันการฟื้นตัวในกรอบรายวันยังต้องอาศัยการผ่านแนวต้านที่อยู่เหนือราคาปัจจุบัน

แนวต้าน 7,747–7,789 จุดจะกำหนดความแข็งแกร่งของแรงซื้อ

พื้นที่แนวต้านใกล้ที่สุดอยู่ที่ 7,746.56–7,754.15 จุด ซึ่งประกอบด้วยจุดกึ่งกลางลำตัวแท่งเทียนขาลงวันที่ 14 ตุลาคม และจุดสูงสุดของวันที่ 15 ตุลาคม

การผ่านบริเวณนี้ด้วยราคาปิดรายวันจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นว่าผู้ซื้อสามารถขยายการฟื้นตัวได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันการสิ้นสุดของการปรับฐานทั้งหมด

แนวต้านถัดไปอยู่บริเวณ 7,777–7,789 จุด ซึ่งครอบคลุม SMA5, SMA10 และจุดสูงสุดของวันที่ 14 ตุลาคมที่ 7,789.15 จุด

กลุ่มแนวต้านนี้มีความสำคัญมากกว่าแนวต้านแรกในแง่ของการเปลี่ยนโครงสร้างระยะสั้น เพราะหากราคากลับขึ้นไปยืนเหนือได้ จะหมายความว่าดัชนีสามารถเรียกคืนระดับค่าเฉลี่ยระยะสั้น พร้อมกับผ่านยอดของแท่งเทียนขาลงขนาดใหญ่ก่อนหน้า

หลังจากนั้น บริเวณ 7,805–7,822 จุดจะเป็นพื้นที่ทดสอบถัดไป เพราะมีทั้งราคาปิดและจุดสูงสุดหลายครั้งของการซื้อขายระหว่างวันที่ 9–13 ตุลาคมอยู่ในช่วงดังกล่าว

การกลับขึ้นเหนือ 7,822 จุดจะช่วยลดน้ำหนักของโครงสร้างจุดสูงสุดที่ลดลงจากช่วงต้นสัปดาห์ และเปิดโอกาสให้ดัชนีกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 7,844.52 จุด

แต่ตราบใดที่ราคายังอยู่ต่ำกว่า 7,777–7,789 จุด การฟื้นตัวล่าสุดยังควรถูกพิจารณาเป็นการซื้อกลับหลังการปรับลง มากกว่าการยืนยันว่าตลาดกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างเต็มที่

แนวรับ 7,670 จุดเป็นระดับที่ไม่ควรถูกทำลายซ้ำ

ด้านล่างของกรอบราคา บริเวณ SMA20 ที่ประมาณ 7,739 จุดเป็นแนวรับใกล้ราคาปัจจุบันที่สุด โดยมีราคาปิดวันที่ 14 ตุลาคมที่ 7,718.94 จุดเป็นระดับอ้างอิงถัดลงมา

หากการย่อตัวในวันที่ 16 ตุลาคมสามารถรักษาระดับเหนือพื้นที่ 7,719–7,739 จุดได้ จะสนับสนุนมุมมองว่าแรงซื้อจากวันก่อนหน้ายังคงรักษาฐานราคาไว้ได้บางส่วน

แต่หากดัชนีลดลงต่ำกว่าบริเวณนี้และไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้ ความสำคัญจะย้ายไปอยู่ที่กลุ่มแนวรับ 7,669–7,693 จุด ซึ่งครอบคลุมจุดต่ำสุดของวันที่ 14 และ 15 ตุลาคม

พื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวรับที่เกิดจากการตอบสนองของราคาจริงตลอดสองวัน ไม่ใช่ระดับที่กำหนดจากตัวเลขกลมเพียงอย่างเดียว

การหลุดต่ำกว่า 7,669.66 จุดด้วยราคาปิดที่ชัดเจน จะเป็นหลักฐานว่าแรงซื้อที่ทำให้ราคาฟื้นตัวในวันที่ 15 ตุลาคมไม่สามารถรักษาฐานไว้ได้ และทำให้โครงสร้างการปรับลงจากยอดสูงสุด 7,844.52 จุดยังดำเนินต่อไป

หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว แนวรับถัดไปอยู่บริเวณ 7,651–7,654 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของวันที่ 29–30 กันยายน ก่อนถึงบริเวณ 7,616.78 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของวันที่ 1 ตุลาคม

สำหรับโครงสร้างรายวัน การปิดต่ำกว่า 7,669 จุดจึงมีความหมายมากกว่าการแกว่งตัวลงต่ำกว่า SMA20 เพียงเล็กน้อย เพราะเป็นการทำลายจุดต่ำสุดล่าสุดและเพิ่มน้ำหนักให้กับลำดับจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ลดลง

แนวโน้มสำหรับการซื้อขายวันที่ 16 ตุลาคม

สำหรับการซื้อขายวันศุกร์ S&P 500 ยังอยู่ในช่วงที่ต้องตรวจสอบความแข็งแกร่งของการฟื้นตัว หลังแท่งเทียนล่าสุดแสดงแรงซื้อชัดเจนแต่ยังไม่สามารถผ่านจุดยืนยันสำคัญได้

หากดัชนีรักษาระดับเหนือ SMA20 และผ่าน 7,754 จุดได้ โอกาสกลับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 7,777–7,789 จุดจะเพิ่มขึ้น โดยการปิดเหนือกลุ่มแนวต้านหลังถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมากขึ้นว่าการปรับลงในวันที่ 14 ตุลาคมเริ่มถูกดูดซับด้วยแรงซื้อรอบใหม่

ในทางตรงกันข้าม หากการฟื้นตัวหยุดลงบริเวณ 7,747–7,754 จุด และราคากลับลงต่ำกว่า 7,719 จุด จะเพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดต้องกลับไปทดสอบฐาน 7,669–7,693 จุดอีกครั้ง

อีกสถานการณ์หนึ่งที่ควรพิจารณาคือการแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 7,719–7,754 จุดตลอดวัน หากไม่มีการปิดเหนือหรือต่ำกว่าขอบเขตดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดอาจยังอยู่ในช่วงปรับสมดุลหลังความผันผวนสูง และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับยืนยันทิศทางใหม่

การที่วันที่ 16 ตุลาคมเป็นวันซื้อขายสุดท้ายของสัปดาห์ยังทำให้ราคาปิดรายสัปดาห์มีความสำคัญเพิ่มเติม เพราะจะช่วยประเมินว่าแรงขายที่เกิดขึ้นหลังการทดสอบจุดสูงสุดช่วงต้นเดือนเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น หรือกำลังทำให้โครงสร้างการปรับฐานขยายออกไป

บทสรุปทางเทคนิค S&P 500 วันที่ 16 ตุลาคม 2026

การฟื้นตัวของ S&P 500 จาก 7,669.66 จุดในวันที่ 15 ตุลาคมเป็นพัฒนาการเชิงบวก โดยแท่งเทียนรายวันแสดงการซื้อกลับที่แข็งแกร่ง ขณะที่ RSI ฟื้นตัวขึ้นและ Market Breadth สนับสนุนว่ามีแรงซื้อกระจายไปยังหุ้นสมาชิกหลายกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ราคาปิดยังไม่ผ่านจุดกึ่งกลางของแท่งเทียนขาลงวันที่ 14 ตุลาคม และยังอยู่ต่ำกว่า SMA5 และ SMA10 ทำให้โครงสร้างการกลับตัวระยะสั้นยังไม่ได้รับการยืนยัน

มุมมองทางเทคนิคปัจจุบันจึงเป็นการฟื้นตัวจากแนวรับที่มีน้ำหนัก แต่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการปรับฐานก่อนหน้า

บริเวณ 7,747–7,754 จุดเป็นด่านแรกที่ผู้ซื้อต้องผ่าน ก่อนประเมินความสามารถในการกลับขึ้นเหนือ 7,777–7,789 จุด ขณะที่พื้นที่ 7,669–7,693 จุดยังเป็นฐานสำคัญที่ไม่ควรถูกทำลายอีกครั้ง หากต้องการรักษาโอกาสการฟื้นตัวในระยะใกล้

สำหรับวันที่ 16 ตุลาคม การประเมินทิศทางจึงควรให้ความสำคัญกับการยืนยันจากราคาปิดและการรักษาระดับหลังผ่านแนวต้าน มากกว่าตัดสินว่าการปรับฐานสิ้นสุดลงแล้วจากแท่งเทียนขาขึ้นเพียงวันเดียว

หมายเหตุ: บทวิเคราะห์นี้ใช้ข้อมูลดัชนี S&P 500 (SPX) จนถึงการปิดตลาดสหรัฐฯ วันที่ 15 ตุลาคม 2026 ค่า SMA, RSI และ ATR คำนวณจากข้อมูลดัชนีเงินสดย้อนหลัง โดยค่าที่แสดงในแพลตฟอร์มซื้อขายอาจแตกต่างเล็กน้อยตามแหล่งข้อมูลและวิธีคำนวณ ข้อมูลการซื้อขายวันที่ 16 ตุลาคมยังไม่รวมอยู่ในการวิเคราะห์นี้ บทความจัดทำเพื่อให้ข้อมูลทางเทคนิค ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน

โบรกเกอร์แนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความและการวิเคราะห์อื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดน้ำมันดิบ

Oil Refinery Analysis
15/10/2026 • วิเคราะห์ตลาด-ดัชนีหุ้น

S&P 500 15 ต.ค. 2026 เงินเฟ้อกดมูลค่าหุ้น AI

ผู้เขียน: อนุวัฒน์ วงศ์ชัย อ่านเพิ่มเติม →
Oil Refinery Analysis
14/10/2026 • วิเคราะห์ตลาด-ดัชนีหุ้น

S&P 500 14 ต.ค. 2026 กำไรธนาคารโต แต่หุ้นไม่ตอบรับ

ผู้เขียน: อนุวัฒน์ วงศ์ชัย อ่านเพิ่มเติม →
Oil Refinery Analysis
13/10/2026 • วิเคราะห์ตลาด-ดัชนีหุ้น

S&P 500 13 ต.ค. 2026 แกว่งแคบใต้แนวต้าน 7,820 จุด

ผู้เขียน: อนุวัฒน์ วงศ์ชัย อ่านเพิ่มเติม →