ท่ามกลางการแข็งค่าของดอลลาร์ ราคาทองคำได้ปรับตัวลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ความวิตกกังวลเรื่องความเสี่ยงเริ่มลดลง ขณะที่การคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดกลับมามีบทบาทอีกครั้ง ทำให้ทองคำสูญเสียแรงสนับสนุนและราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน 4000 ดอลลาร์กลายเป็นจุดสำคัญที่จะตัดสินทิศทางของตลาดทองคำในระยะต่อไป บทความนี้จะวิเคราะห์สาเหตุของการแข็งค่าของดอลลาร์และความท้าทายที่ทองคำต้องเผชิญ
1. การแข็งค่าของดอลลาร์และการลดความต้องการทองคำเป็นสินทรัพย์หลบภัย
ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY) พุ่งทะลุ 105 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี การแข็งค่าของดอลลาร์มีผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำ โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ดอลลาร์แข็งค่ามีดังนี้:
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง: รายงานล่าสุดจากสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขการจ้างงาน (Non-Farm Payrolls) เพิ่มขึ้น 330,000 ตำแหน่ง ในเดือนสิงหาคม ซึ่งมากกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้การคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มขึ้น
คาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด: ตามเครื่องมือ "FedWatch" ของ CME ตลาดคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 จุด ในเดือนพฤศจิกายน และอาจเพิ่มขึ้นอีกในเดือนธันวาคม
ความต้องการสินทรัพย์หลบภัยลดลง: ความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมทั้งสถานการณ์ในจีนและยุโรปที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้ความต้องการทองคำลดลง และนักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นดอลลาร์
การแข็งค่าของดอลลาร์ส่งผลให้ทองคำสูญเสียความน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์หลบภัย ส่งผลให้ทองคำปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง
2. ราคาทองคำปรับตัวลง 4000 ดอลลาร์เป็นจุดสำคัญ
ในขณะที่ดอลลาร์ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง ราคาทองคำก็ถูกกดดันและร่วงลงอย่างหนัก ล่าสุด ราคาทองคำสปอตได้ปรับลงมาใกล้ 3980 ดอลลาร์ ทำให้ระดับ 4000 ดอลลาร์ กลายเป็นจุดสำคัญที่ต้องจับตามอง ซึ่งเป็นการทดสอบการรองรับของทองคำ
การวิเคราะห์ทางเทคนิค: ทองคำเคลื่อนไหวอยู่ใกล้กับจุดรองรับสำคัญที่ 4000 ดอลลาร์ หากราคาทองคำสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ การปรับตัวลงจะจำกัด แต่หากหลุดระดับนี้อาจส่งผลให้ทองคำร่วงลงอย่างรวดเร็ว
ราคาสินค้าพื้นฐานอื่นๆ ลดลง: เมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น น้ำมัน และ ทองแดง ก็ปรับตัวลง ทองคำซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์จึงได้รับผลกระทบเช่นกัน
หากทองคำไม่สามารถรักษาระดับ 4000 ดอลลาร์ได้ ก็อาจจะมีการทดสอบระดับ 3900 ดอลลาร์ หรือ 3800 ดอลลาร์ ต่อไป
3. แนวโน้มการซื้อทองคำของธนาคารกลางยังคงหนุนทองคำในระยะยาว
แม้ว่าราคาทองคำจะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์ แต่การซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว:
การซื้อทองคำของธนาคารกลาง: ตามรายงานจาก World Gold Council (WGC) ระบุว่าในปี 2024 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำมากกว่า 800 ตัน ซึ่งเป็นการซื้อทองคำในปริมาณสูงสุดในประวัติศาสตร์
จีน และ รัสเซีย ยังคงเพิ่มการซื้อทองคำเพื่อเสริมสร้างสำรองของตน ขณะที่ อินเดีย ก็ยังคงเป็นผู้ซื้อทองคำที่สำคัญในตลาด
การลดการพึ่งพาดอลลาร์: การที่ธนาคารกลางของหลายประเทศมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ทองคำมีบทบาทสำคัญในการจัดการความเสี่ยงจากการผันผวนของสกุลเงิน
แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นตัวแปรที่สำคัญในการหนุนราคาทองคำในระยะยาว แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนจากการแข็งค่าของดอลลาร์ก็ตาม
4. แนวโน้มการเคลื่อนไหวของทองคำ: 4000 ดอลลาร์เป็นจุดตัดสินทิศทาง
ทองคำในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการทดสอบระดับ 4000 ดอลลาร์ หากสามารถรักษาระดับนี้ได้ ทองคำอาจจะกลับตัวขึ้นมาในระยะสั้น แต่หากไม่สามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ การปรับตัวลงอาจรุนแรงขึ้น
แนวโน้มการขึ้นของทองคำ: หากเฟดปรับอัตราดอกเบี้ยช้าลง หรือหากดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลง ราคาทองคำอาจจะได้รับการสนับสนุนและปรับตัวขึ้นไปทดสอบ 4200 ดอลลาร์
แนวโน้มการลงของทองคำ: หากดอลลาร์ยังคงแข็งค่าต่อเนื่องและราคาทองคำหลุดระดับ 4000 ดอลลาร์ ทองคำอาจลงไปทดสอบระดับ 3800 ดอลลาร์ หรือ 3700 ดอลลาร์
บทสรุป
ในขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องและทองคำเผชิญกับการปรับตัวลง 4000 ดอลลาร์ได้กลายเป็นจุดสำคัญที่ต้องติดตาม หากทองคำสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ ตลาดอาจจะเห็นการฟื้นตัวของราคาทองคำในระยะสั้น แต่หากหลุดระดับนี้ ทองคำอาจมีการปรับตัวลงมากขึ้น การเคลื่อนไหวของดอลลาร์และการตัดสินใจทางการเงินจากเฟดจะมีผลต่อทิศทางทองคำในอนาคต