ราคาน้ำมันดิบ WTI กลับขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม หลังตลาดเริ่มกังวลว่าพายุที่กำลังก่อตัวในอ่าวเม็กซิโกอาจกระทบทั้งแหล่งผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งและโรงกลั่นสำคัญของสหรัฐ โดย WTI เพิ่มขึ้นประมาณ 0.92% มาอยู่ที่ 90.25 ดอลลาร์ ส่วน Brent เพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกันมาอยู่ที่ 101.51 ดอลลาร์ การฟื้นตัวเกิดขึ้นหลังราคาทั้งสองสัญญาแทบไม่เปลี่ยนแปลงในการซื้อขายวันอังคาร ซึ่ง WTI ปิดที่ 89.44 ดอลลาร์ และ Brent ปิดที่ 100.58 ดอลลาร์
ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้น่าสนใจเพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมา ตลาดให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซาอุดีอาระเบียสามารถเพิ่มการขนส่งผ่าน East-West Pipeline และเส้นทางอ่าวเปอร์เซียได้มากขึ้น ทำให้ความกังวลเรื่องน้ำมันดิบขาดแคลนเริ่มลดลง แต่พายุในอ่าวเม็กซิโกกำลังนำความเสี่ยงด้านอุปทานกลับมาสู่สหรัฐโดยตรง ซึ่งอาจส่งผลต่อ WTI แตกต่างจากปัญหาการขนส่งในตะวันออกกลาง
อีกปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาในเช้าวันนี้คือข้อมูลจาก American Petroleum Institute หรือ API ซึ่งระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลงประมาณ 2.09 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 ตุลาคม สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้คาดว่าสต็อกจะเพิ่มขึ้นราว 1.7 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น และตลาดจะต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการของ EIA ในวันนี้ก่อนประเมินว่าความตึงตัวของตลาดน้ำมันสหรัฐเปลี่ยนไปจริงหรือไม่
พายุในอ่าวเม็กซิโกสร้างความเสี่ยงสองด้านให้ตลาดน้ำมัน
ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐติดตามพายุ Tropical Depression Nine ซึ่งก่อตัวขึ้นบริเวณอ่าวเม็กซิโกและมีแนวโน้มทวีกำลังเป็นพายุเฮอริเคนภายในวันพฤหัสบดี ก่อนเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งตอนเหนือของอ่าวเม็กซิโกในวันศุกร์ พื้นที่ตามแนวเส้นทางที่คาดการณ์มีทั้งแท่นผลิตน้ำมันนอกชายฝั่ง โครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ และโรงกลั่นขนาดใหญ่หลายแห่ง
ข้อมูลที่ Reuters รายงานระบุว่าพื้นที่ผลิตนอกชายฝั่งซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากพายุคิดเป็นประมาณ 15% ของการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐ และ 5% ของการผลิตก๊าซธรรมชาติ ขณะที่มีโรงกลั่นอย่างน้อยหกแห่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยโรงกลั่นในรัฐตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกทั้งหมดรวมกันมีกำลังการกลั่นประมาณครึ่งหนึ่งของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการกลั่นรวมราว 18.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ากำลังผลิต 15% หรือกำลังกลั่นครึ่งประเทศจะหยุดลงทั้งหมด แต่แสดงให้เห็นว่าพายุมีโอกาสกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญมากเพียงใด หากบริษัทผู้ผลิตเริ่มอพยพพนักงานออกจากแท่นขุดเจาะและหยุดดำเนินงานชั่วคราว ปริมาณ crude ที่เข้าสู่ระบบสหรัฐอาจลดลงอย่างรวดเร็ว แม้แท่นผลิตจะไม่ได้รับความเสียหายถาวรก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อ WTI ไม่ได้เป็นบวกทั้งหมด เพราะพายุอาจทำให้โรงกลั่นหยุดดำเนินงานด้วย หาก offshore production ลดลงในขณะที่โรงกลั่นยังทำงานตามปกติ ปริมาณน้ำมันดิบที่หายไปจะทำให้ตลาดตึงตัวขึ้นและเป็นแรงหนุนต่อ WTI โดยตรง แต่ถ้าโรงกลั่นต้องหยุดจำนวนมาก ความต้องการซื้อน้ำมันดิบเพื่อนำไปแปรรูปก็จะลดลงพร้อมกัน ซึ่งอาจทำให้ crude inventories สะสมเพิ่มได้ แม้การผลิตภายในประเทศจะลดลงก็ตาม
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญของพายุรอบนี้ ตลาดไม่ได้ต้องประเมินเพียงว่าพายุจะรุนแรงแค่ไหน แต่ต้องดูด้วยว่าความเสียหายหรือการหยุดดำเนินงานจะเกิดกับฝั่งการผลิตหรือฝั่งการกลั่นมากกว่ากัน หากโรงกลั่นได้รับผลกระทบหนัก ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลอาจปรับขึ้นแรงกว่า WTI เพราะปริมาณผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะลดลงทันที ขณะที่โรงกลั่นที่หยุดทำงานกลับไม่ต้องการซื้อน้ำมันดิบเพิ่มในระยะสั้น
สำหรับตลาดที่ราคาดีเซลยังสูงอยู่แล้ว ความเสี่ยงต่อโรงกลั่นจึงอาจสร้างแรงกระแทกต่อราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันรุนแรงกว่าตลาด crude เอง
สต็อก API ลดลงสวนคาด แต่ EIA ต้องยืนยันอีกครั้ง
ก่อนเข้าสู่สัปดาห์นี้ ตลาดน้ำมันสหรัฐมีความกังวลว่าสต็อก crude อาจเพิ่มต่อเนื่อง หลังการส่งออกจากตะวันออกกลางฟื้นขึ้นและปริมาณน้ำมันในระบบโลกเริ่มมากขึ้น นักวิเคราะห์ในผลสำรวจ Reuters คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐจะเพิ่มประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 ตุลาคม ซึ่งหากเป็นไปตามคาดจะนับเป็นการเพิ่มขึ้นสามสัปดาห์ติดต่อกัน
แต่ข้อมูล API ที่รายงานเมื่อคืนกลับให้ภาพตรงกันข้าม โดยสต็อก crude ลดลง 2.09 ล้านบาร์เรล ขณะที่ gasoline inventories ลดลงเช่นกัน ส่วน distillate inventories เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ความแตกต่างระหว่างตัวเลขจริงของ API กับที่ตลาดคาดมีขนาดค่อนข้างมาก จึงช่วยให้ WTI กลับขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์ในช่วงที่ตลาดกำลังกังวลเรื่องความเสี่ยงจากพายุพอดี
อย่างไรก็ตาม การลดลงของสต็อก crude เพียงหนึ่งสัปดาห์ยังไม่สามารถยืนยันว่าตลาดสหรัฐเข้าสู่ภาวะขาดแคลนได้ เพราะปริมาณคงคลังขึ้นอยู่กับหลายตัวแปรพร้อมกัน ทั้งปริมาณนำเข้า การส่งออก กำลังการกลั่น และการผลิตภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากโรงกลั่นเพิ่มการใช้ crude หรือการนำเข้าลดลงชั่วคราว สต็อกก็สามารถลดลงได้โดยไม่จำเป็นต้องเกิดปัญหาการผลิตภายในประเทศ
นอกจากนี้ รายงาน API ครอบคลุมสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 2 ตุลาคม จึงยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบของพายุที่กำลังก่อตัวในสัปดาห์ปัจจุบันโดยตรง การนำตัวเลขสต็อกที่ลดลงมาเชื่อมกับพายุทันทีจึงอาจทำให้ประเมินสถานการณ์ผิดได้
สำหรับรายงาน EIA ที่จะประกาศในวันนี้ สิ่งที่ควรติดตามไม่ใช่เพียงว่าสต็อก crude ลดลงตาม API หรือไม่ แต่ควรดู refinery utilisation และปริมาณสต็อกที่ Cushing ประกอบกันด้วย หากสต็อก crude ลดลงพร้อมกับโรงกลั่นยังใช้กำลังการผลิตสูง จะสะท้อนว่าความต้องการน้ำมันดิบในระบบสหรัฐยังแข็งแรง แต่หากตัวเลขสต็อกลดลงเพราะการนำเข้าหดตัวชั่วคราว ตลาดอาจไม่ให้ความสำคัญมากเท่าเดิม
ข้อมูลดังกล่าวจะมีประโยชน์มากเป็นพิเศษในสัปดาห์ที่พายุกำลังเข้าใกล้ชายฝั่ง เพราะมันช่วยกำหนดว่าตลาดสหรัฐมีปริมาณน้ำมันสำรองในระบบมากเพียงใดก่อนที่ความเสี่ยงด้านการผลิตและการกลั่นจะเพิ่มขึ้นจริง
ตะวันออกกลางส่งออกได้มากขึ้น แต่ตลาดยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
แม้พายุในสหรัฐจะเป็นปัจจัยใหม่ที่ดัน WTI วันนี้ แต่แรงกดด้านตรงข้ามยังมาจากการส่งออกน้ำมันตะวันออกกลางที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ข้อมูล Vortexa ระบุว่าปริมาณส่งออก crude, condensate และผลิตภัณฑ์น้ำมันจากผู้ผลิตหลักในภูมิภาคไม่รวมอิหร่านเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 19.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกันยายน หรือมากกว่า 81% ของระดับก่อนสงครามที่ประมาณ 23.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
การฟื้นตัวดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียเป็นหลัก โดยข้อมูล Kpler ระบุว่าการส่งออก crude และ condensate ของซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้นประมาณ 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวันจากเดือนสิงหาคม มาอยู่ที่ 6.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกันยายน ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีพลังงานซาอุดีอาระเบียระบุเมื่อวันอังคารว่า East-West Pipeline กลับมาส่งน้ำมันได้ถึงประมาณ 5.8 ล้านบาร์เรลต่อวันแล้ว
ข้อมูลเหล่านี้อธิบายได้ว่าทำไมราคาน้ำมันจึงไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรงต่อเนื่อง แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังไม่คลี่คลาย และกลุ่มฮูตียังโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบีย ผู้ผลิตในตะวันออกกลางสามารถปรับเส้นทางส่งออกและเพิ่มปริมาณ crude ที่เดินทางถึงผู้ซื้อได้มากกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ในช่วงกลางปี
แต่ตัวเลขการฟื้นตัวของ crude ยังซ่อนปัญหาอีกด้านหนึ่ง ข้อมูล Vortexa แสดงว่าปริมาณส่งออก crude และ condensate ฟื้นกลับมาประมาณ 91% ของระดับก่อนสงครามแล้ว ขณะที่การส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปรวมถึง LPG ยังอยู่เพียงประมาณ 60% ของระดับเดิม ความแตกต่างนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ตลาดดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยังตึงตัว แม้ปริมาณ crude ที่ออกจากภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นมากก็ตาม
ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เป็นตลาดที่น้ำมันดิบขาดแคลนรุนแรงทุกส่วนอีกต่อไป แต่เป็นตลาดที่การส่งออก crude ฟื้นตัวเร็วกว่าความสามารถในการจัดส่งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หากโรงกลั่นสหรัฐต้องหยุดเพิ่มจากพายุในอ่าวเม็กซิโก ความไม่สมดุลนี้อาจยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะกำลังผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันอีกส่วนหนึ่งจะหายไปจากระบบที่ตึงตัวอยู่ก่อนแล้ว
นี่ทำให้การประเมิน WTI วันนี้ต้องแยกความเสี่ยงระยะสั้นออกจากแนวโน้ม supply ที่กำลังฟื้นตัว หากไม่มีความเสียหายต่อแหล่งผลิตสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ปริมาณ crude จากตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้นยังสามารถจำกัดการขึ้นของ WTI ได้ แต่ถ้าพายุทำให้ทั้ง production และ refining infrastructure หยุดพร้อมกัน ตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันอาจตอบสนองรุนแรงกว่าราคา crude อย่างชัดเจน
WTI จะขึ้นต่อได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับผลกระทบจริงของพายุ
สำหรับวันที่ 7 ตุลาคม ปัจจัยที่ควรให้น้ำหนักมากที่สุดคือพายุในอ่าวเม็กซิโก เพราะเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ยังไม่ได้สะท้อนผ่านตัวเลขการผลิตหรือสต็อกอย่างเต็มที่ เส้นทางพายุมีแนวโน้มชัดขึ้นในช่วงวันพุธถึงพฤหัสบดี และบริษัทพลังงานจะเริ่มตัดสินใจว่าจำเป็นต้องอพยพพนักงาน หยุดแท่นผลิต หรือปรับแผนเดินเครื่องโรงกลั่นมากน้อยเพียงใด
หากพบว่าการผลิต offshore ต้องหยุดเป็นจำนวนมาก แต่โรงกลั่นหลักยังดำเนินงานได้ WTI จะได้รับแรงสนับสนุนด้าน supply ที่ชัดเจนขึ้น เพราะปริมาณ crude ภายในสหรัฐลดลงในขณะที่ความต้องการจากโรงกลั่นยังอยู่ อย่างไรก็ตาม หากโรงกลั่นหลายแห่งต้องลดกำลังผลิตด้วย ผลกระทบต่อ WTI จะซับซ้อนขึ้น และราคาดีเซลกับน้ำมันเบนซินอาจกลายเป็นตัวสะท้อนความตึงตัวได้ดีกว่า
ในอีกด้านหนึ่ง หากเส้นทางพายุเปลี่ยนไปจนกระทบแหล่งผลิตและโรงกลั่นน้อยกว่าที่คาด ความเสี่ยงส่วนนี้อาจถูกลดออกจากราคาค่อนข้างรวดเร็ว เพราะตลาดยังมีแรงกดจาก Middle East crude exports ที่กำลังฟื้นตัว และรัฐบาลกลุ่ม G7 ยังเตรียมปล่อยน้ำมันดิบกับดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉินรวม 100 ล้านบาร์เรลเพื่อช่วยผ่อนคลายตลาดพลังงาน
สิ่งที่ทำให้ความเสี่ยงของราคาน้ำมันในปัจจุบันยังไม่หายไปคือปริมาณสำรองที่สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วมีข้อจำกัดมากขึ้น ผู้บริหารบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่เข้าร่วม Energy Intelligence Forum ในลอนดอนระบุว่าตลาดโลกใช้คลังน้ำมันจำนวนมากเพื่อรับมือกับสงครามในปีนี้ และน้ำมันในคลังจำนวนหนึ่งไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ทันทีด้วยข้อจำกัดด้านการดำเนินงานหรือข้อกำหนดของรัฐบาล
นั่นหมายความว่าตลาดยังมีน้ำมันหมุนเวียนจากการผลิตและส่งออกมากพอจะช่วยควบคุมราคาได้ในระยะสั้น แต่มีความสามารถรองรับเหตุการณ์หยุดชะงักใหม่ได้น้อยกว่าเดิม หากพายุในอ่าวเม็กซิโกไม่รุนแรง ผลกระทบต่อ WTI อาจจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มความผันผวนชั่วคราว แต่ถ้าเกิดการหยุดผลิตหรือปิดโรงกลั่นเป็นเวลานาน การที่ตลาดมีคลังสำรองพร้อมใช้น้อยลงจะทำให้ผลกระทบด้านราคาชัดเจนกว่าปกติ
การฟื้นของ WTI เหนือ 90 ดอลลาร์ในเช้าวันนี้จึงมีเหตุผลรองรับจากทั้งความเสี่ยงด้านอุปทานและสัญญาณสต็อกน้ำมันสหรัฐที่ลดลง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าตลาดกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ เพราะปริมาณ crude จากตะวันออกกลางกำลังเพิ่มขึ้นจริง และยังไม่มีหลักฐานว่าพายุทำให้กำลังผลิตสหรัฐหยุดลงในระดับที่มีนัยสำคัญแล้ว
สิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้คือข้อมูลจริงจากผู้ผลิต โรงกลั่น และรายงาน EIA ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ความรุนแรงของพายุ หากการหยุดผลิตเกิดขึ้นมากกว่าการหยุดกลั่น WTI มีโอกาสได้รับแรงหนุนเพิ่ม แต่ถ้าโรงกลั่นได้รับผลกระทบหนักกว่า ตลาดอาจกลับไปเห็นภาพที่ crude ไม่ได้แข็งแรงเท่าราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน
สำหรับ WTI วันที่ 7 ตุลาคม ความเสี่ยงจึงเปลี่ยนจากการติดตามปริมาณส่งออกตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว มาเป็นการประเมินว่า ระบบพลังงานสหรัฐจะสูญเสียกำลังผลิตน้ำมันดิบหรือกำลังการกลั่นมากกว่ากันจากพายุลูกนี้ ความแตกต่างดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดว่าการกลับขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์สามารถพัฒนาต่อเป็นแรงซื้อที่ยั่งยืนได้หรือเป็นเพียงการเพิ่มค่าความเสี่ยงชั่วคราวก่อนตลาดกลับไปให้น้ำหนักกับอุปทานโลกที่ฟื้นตัว